ข้อมูลจากสำนักงานข่าว Sanook ระบุว่า ตลาดทองคำโลก ได้รับปัจจัยหนุนหลักจากการปรับตัวลงของดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) สู่ระดับ 98.76 หน่วย (-0.88%) ประกอบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) อายุ 10 ปี และ 30 ปี ปรับตัวลดลงหลุดระดับ 4.70% และ 5.20% ตามลำดับ ซึ่งช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำอย่างชัดเจน
- การแทรกแซงตลาดหนุนราคาทอง: กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศเพิ่มขนาดการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาล (Debt Buyback) กว่า 2 เท่า จาก 2 พันล้านดอลลาร์ เป็นอย่างน้อย 4 พันล้านดอลลาร์ ส่งผลให้บอนด์ยีลด์ร่วงลงทันที
- ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์: ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI มีความเสี่ยงพุ่งสูงขึ้น หลังอิหร่านพิจารณาโจมตีเป้าหมายทางทหารของสหรัฐฯ ในบัลแกเรียและไซปรัส หากโดนเปิดฉากสงคราม
- แรงซื้อจากกองทุนใหญ่: กองทุน SPDR เข้าซื้อทองคำเพิ่มขึ้น 9.41 ตัน สะท้อนมุมมองเชิงบวกของนักลงทุนรายใหญ่
ปัจจัยหนุนราคาทองคำและแรงกดดันทางเศรษฐกิจ
การกระตุ้นสภาพคล่องของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ผ่านโครงการ Debt Buyback ถือเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้บอนด์ยีลด์ปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว การลดลงของผลตอบแทนพันธบัตรทำให้สินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยอย่างทองคำมีความน่าสนใจมากขึ้นสำหรับนักลงทุนทั่วโลก
ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อจากวิกฤตพลังงาน
แม้ปัจจัยการเงินจะส่งผลดีต่อทองคำ แต่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่อาจขยายวงกว้างไปยังยุโรป กำลังกลายเป็นปัจจัยที่ต้องระมัดระวัง หากราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI ปรับตัวสูงขึ้นเนื่องจากความเสี่ยงด้านสงคราม อัตราเงินเฟ้ออาจพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง
ราคาทองคำได้แรงหนุนชัดเจนจากการอ่อนค่าของดอลลาร์ การร่วงลงของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ และแรงซื้อจากกองทุน SPDR แต่ความเสี่ยงจากสงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ ที่อาจดันราคาน้ำมันและเงินเฟ้อให้สูงขึ้นจนเฟดต้องขึ้นดอกเบี้ย ยังเป็นปัจจัยกดดันที่ผู้ถือครองทองคำต้องติดตามอย่างใกล้ชิดก่อนตัดสินใจลงทุน