ราคาทองคำโลกปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง หลังผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (บอนด์ยีลด์) อายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้นติดต่อกัน 3 วัน สู่ระดับ 5.28% ตอบรับตัวเลข GDP ไตรมาส 2 ของสหรัฐฯ ที่ขยายตัวแข็งแกร่งเกินคาด ขณะที่ปัจจัย geopolitics และทิศทางดอกเบี้ยเฟดยังคงเป็นตัวแปรสำคัญต่อแนวโน้มราคาทองคำ
- ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ 10 ปี พุ่งแตะ 5.28%: ปรับขึ้นจากระดับ 5.20% หลังตัวเลขประมาณการ GDP ไตรมาส 2 ครั้งที่ 3 ออกมาสูงกว่าคาด สะท้อนความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ
- โอกาสเฟดคงดอกเบี้ยสูงเกิน 60%: ข้อมูลจาก CME FedWatch Tool ระบุว่าตลาดคาดการณ์เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50 – 3.75% ในการประชุม FOMC เดือนตุลาคม หลังดัชนี PCE ออกมาสูงกว่าคาด
- แรงขายทางเทคนิคจากกองทุนใหญ่: กองทุน SPDR Gold Trust รายงานยอดขายทองคำออก 1.70 ตัน เพิ่มแรงกดดันฝั่งขาลง
- ราคาน้ำมันดิบฟื้นตัวพยุงเงินเฟ้อ: น้ำมันดิบ Brent และ WTI ปรับตัวขึ้น หลังปธน. ทรัมป์ ปฏิเสธข่าวการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่าน
ปัจจัยเศรษฐกิจสหรัฐฯ และแนวโน้มราคาทองคำ
การย่อตัวของราคาทองคำในรอบนี้ มีสาเหตุหลักมาจากแรงกดดันของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อตัวเลข GDP ไตรมาส 2 ขยายตัวได้ดีกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ ส่งผลให้นักลงทุนกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจมีความจำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงไว้นานขึ้น หรืออาจพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยได้ในอนาคตเพื่อคุมเงินเฟ้อ
ในขณะเดียวกัน ตลาดโภคภัณฑ์ยังคงมีความผันผวนจากสถานการณ์ตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ แม้จะมีรายงานว่าประเทศกาตาร์พยายามเป็นคนกลางในการประสานรอยร้าวระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน แต่ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI ก็ยังคงฟื้นตัวขึ้น ตอบรับการปฏิเสธข่าวลือของปธน. ทรัมป์ เกี่ยวกับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร ปัจจัยด้านพลังงานที่ทรงตัวในระดับสูงนี้จะเป็นอีกหนึ่งแรงสนับสนุนดัชนีเงินเฟ้อ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจนโยบายการเงินของเฟด และเป็นข้อมูลสำคัญที่นักลงทุนต้องนำมาประเมินความเสี่ยงก่อนเข้าซื้อทองคำ
สรุปแนวโน้มราคาทองคำในระยะสั้นยังคงได้รับแรงกดดันจากบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ที่พุ่งสูง และการคาดการณ์ดอกเบี้ยเฟดที่ยังทรงตัวในระดับสูง อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของราคาน้ำมันและสถานการณ์ต่างประเทศยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามใกล้ชิดเพื่อหาจังหวะการลงทุนที่เหมาะสม