ข้อมูลจากธนาคารกลางจีน (PBOC) ระบุว่ามีการเข้าซื้อทองคำสำรองติดต่อกันเป็นเดือนที่ 15 ส่งผลให้ปริมาณทองคำสำรองพุ่งสูงถึง 74.19 ล้านออนซ์ ณ สิ้นเดือนมกราคม 2026 ท่ามกลางสถานการณ์ที่ราคาทองคำโลกมีความผันผวนสูง โดยมีประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องทราบดังนี้
- ปริมาณทองคำสำรองจีน: ปรับเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 2,307.57 ตัน สะท้อนการลดการพึ่งพาดอลลาร์อย่างชัดเจน
- ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY): ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 96.86 หน่วย ส่งผลบวกโดยตรงต่อราคาทองคำในระยะสั้น
- อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ: บอนด์ยีลด์ย่อตัวลงเหลือ 4.20% ลดแรงกดดันในการถือครองทองคำ
- แรงซื้อจากกองทุน SPDR: มีการเข้าซื้อสุทธิเพิ่ม 3.43 ตัน รวมถือครองทั้งหมด 1,079.66 ตัน
วิเคราะห์ทิศทางราคาทองคำและปัจจัยกดดันจากสหรัฐฯ
การเคลื่อนไหวของราคาทองคำในช่วงที่ผ่านมามีลักษณะของการฟื้นตัวสลับกับความผันผวนรุนแรง แม้ปัจจัยพื้นฐานจากการเข้าซื้อของธนาคารกลางจีนจะเป็นแรงหนุนสำคัญ แต่ในมุมมองของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ นายสกอตต์ เบสเซนต์ กลับให้ความเห็นว่าสถานการณ์ปัจจุบันอาจเข้าข่ายสภาวะฟองสบู่จากการเก็งกำไรที่เริ่มแตกออก (Classical speculative blowoff) โดยเฉพาะหลังจากทางการจีนสั่งเพิ่มเงินวางประกัน (Margin requirements) เพื่อคุมเข้มการซื้อขายในประเทศ
ในเชิงกลยุทธ์ การที่ดอลลาร์อ่อนค่าลงต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 ถือเป็นโอกาสของฝั่งซื้อ แต่ต้องระวังแรงเทขายทำกำไรที่อาจเกิดขึ้นหากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด ปัจจุบันราคาทองคำกำลังทดสอบแนวต้านสำคัญ ซึ่งหากผ่านไปได้จะยืนยันรอบการปรับตัวขึ้นต่อ แต่ถ้าหลุดแนวรับสำคัญนักลงทุนควรพิจารณาจุดตัดขาดทุนเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนที่นายสกอตต์ได้เตือนไว้
สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือ รายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) ของสหรัฐฯ ประจำเดือนธันวาคม ซึ่งจะประกาศในช่วงคืนนี้เวลา 20.30 น. ข้อมูลนี้จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่งหรือไม่ และจะส่งผลต่อการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยของเฟดในลำดับถัดไป ซึ่งจะกระทบต่อราคาทองคำโดยตรง