ข้อมูลจาก Sanook Money ระบุว่า ราคาทองคำตลาดโลก (Gold Spot) มีการย่อตัวลงเนื่องจากได้รับแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (บอนด์ยีลด์) ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- อัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่ง: บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับขึ้นสู่ระดับ 4.75% (จาก 4.63%) และอายุ 30 ปี ปรับขึ้นสู่ระดับ 5.24% (จาก 5.16%) ส่งผลให้ต้นทุนโอกาสในการถือครองทองคำสูงขึ้น
- แรงกดดันด้านพลังงาน: ราคาน้ำมันดิบ Brent ยืนเหนือ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ WTI ยืนเหนือ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังสหรัฐฯ ประกาศพร้อมตอบโต้การโจมตีจากอิหร่าน ส่งผลให้เส้นทางขนส่งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซมีความเสี่ยง เสี่ยงดันเงินเฟ้อหมวดพลังงานให้สูงขึ้น
- นโยบายการเงินตึงตัว: ถ้อยแถลงของ เควิน วอร์ช ในการประชุม Jackson Hole แสดงความกังวลว่านโยบายเฟดผ่อนคลายเกินไป ทำให้ตลาดคาดว่าเฟดอาจคงดอกเบี้ยระดับสูงไว้นานขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อทองคำ
- สถานะกองทุน SPDR: กองทุนทองคำขนาดใหญ่ยังคงชะลอการซื้อขาย โดยเลือกถือครองทองคำเท่าเดิมเพื่อรอความชัดเจนของตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ
ปัจจัยเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และผลกระทบต่อราคาทองคำ
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น หลังจากอิหร่านยิงขีปนาวุธใส่ฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน ส่งผลให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาให้คำมั่นว่าจะตอบโต้การกระทำดังกล่าวทันที เหตุการณ์นี้สร้างความกังวลต่อความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์การขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก
เมื่อความเสี่ยงในช่องแคบฮอร์มุซสูงขึ้น ราคาน้ำมันดิบจึงปรับตัวเพิ่มขึ้นทันที ซึ่งสร้างแรงกดดันโดยตรงต่ออัตราเงินเฟ้อหมวดพลังงานทั่วโลก หากเงินเฟ้อกลับมาระบาดอีกครั้ง ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจไม่มีตัวเลือกอื่นนอกจากต้องคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง หรืออาจปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมในอนาคต สถานการณ์เช่นนี้ทำให้สินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยอย่างทองคำถูกลดความน่าสนใจในระยะสั้น
บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ พุ่งสูง สัญญาณเตือนนักลงทุนทองคำ
การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ทั้งอายุ 10 ปี และ 30 ปี ถือเป็นปัจจัยหลักที่เข้ามาหักล้างปัจจัยบวกด้านความเสี่ยงทางสงคราม ปกติแล้วทองคำมักได้รับอานิสงส์จากสถานการณ์สงครามในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ในระลอกนี้ แรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกลับมีน้ำหนักมากกว่าในสายตาของนักลงทุน