ข้อมูลจาก Sanook Money ระบุว่า ราคาทองคำโลกปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง จากการกดดันของดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ที่ยังคงยืนเหนือ 99.0 จุด และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (บอนด์ยีลด์) อายุ 10 ปี ที่ปรับตัวขึ้นเป็นวันที่ 5 สู่ระดับ 4.79% ภาพรวมตลาดทองคำได้รับแรงกดดันจากหลายปัจจัยหลัก ดังนี้
- ดอลลาร์และบอนด์ยีลด์พุ่งแรง: ดัชนี DXY ยืนเหนือ 99.0 จุด ส่วนบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ขยับขึ้นจาก 4.63% สู่ 4.79% กดดันสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยอย่างทองคำ
- เฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย: ผู้ว่าการเฟด ไมเคิล บาร์ และประธานเฟด เควิน วอร์ช ระบุตรงกันว่าหากเงินเฟ้อยังไม่ลดลงสู่เป้าหมาย 2% อาจจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยในการประชุม FOMC วันที่ 16 ก.ย. นี้
- เงินเฟ้อเสี่ยงขยับสูง: แรงกดดันจากสงครามตะวันออกกลาง กำแพงภาษี และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI
- ราคาน้ำมันดิบดันต้นทุน: Brent และ WTI ปรับตัวขึ้น หลังสหรัฐฯ ยกระดับคว่ำบาตรธนาคารอิหร่าน ขณะที่อิหร่านขู่สกัดการส่งออกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ตอบโต้เหตุเรือบรรทุกน้ำมันซาอุฯ ถูกโจมตี 2 ลำ
- แรงซื้อจาก SPDR: กองทุนทองคำขนาดใหญ่เข้าซื้อทองคำเพิ่ม 4.28 ตัน ช่วยพยุงราคาส่วนหนึ่ง
ปัจจัยกดดันราคาทองคำจากนโยบายการเงินเฟดและสถานการณ์โลก
การที่ผู้ว่าการเฟดออกมาระบุถึงความเสี่ยงด้านเงินเฟ้ออย่างชัดเจน ทำให้ตลาดต้องปรับคาดการณ์เกี่ยวกับนโยบายดอกเบี้ยใหม่ โดยมีปัจจัยหนุนเงินเฟ้อที่สำคัญอย่างราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ยังคงพุ่งสูงขึ้น เหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงความไม่สงบในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ได้สร้างความกังวลเกี่ยวกับการตึงตัวของอุปทานพลังงาน ซึ่งหากราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูงต่อไป จะยิ่งเพิ่มโอกาสให้เฟดตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุม FOMC ที่กำลังจะมาถึง
ในเชิงการลงทุน แม้ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จะเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แต่น้ำหนักของอัตราดอกเบี้ยที่อาจปรับตัวสูงขึ้น และความแข็งแกร่งของเงินดอลลาร์ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่คุมทิศทางตลาด การที่กองทุน SPDR เข้าซื้อทองคำเพิ่ม 4.28 ตัน แสดงให้เห็นว่านักลงทุนบางส่วนเริ่มทยอยสะสมทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากสงคราม แต่นักลงทุนทั่วไปควรติดตามแนวรับสำคัญและบริหารความเสี่ยงอย่างระมัดระวังก่อนเข้าซื้อ