ข้อมูลทางการจากผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ระบุว่า ราคาทองคำโลกยังได้รับแรงกดดันเชิงลบอย่างต่อเนื่องจากการคงอัตราดอกเบี้ยและสัญญาณเงินเฟ้อที่ยังคงทรงตัวในระดับสูง
- อัตราดอกเบี้ยเฟด: มีมติ 10-2 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.75-4.00%
- กรรมการเห็นต่าง: ลิซ่า คุก ผู้ว่าการเฟด และประธานเฟดสาขาคลีฟแลนด์ ลงมติให้ปรับขึ้นดอกเบี้ยทันที 0.25%
- สัญญาณจากประธานเฟด: เควิน วอร์ช แถลงชัดเจนว่าเงินเฟ้อยังสูงและเศรษฐกิจแข็งแกร่ง เพื่อคุมเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2%
- ตลาดพลังงาน: ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI ปรับตัวขึ้นจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์
- แรงซื้อสถาบัน: กองทุนทองคำขนาดใหญ่ SPDR เข้าซื้อทองคำเพิ่มขึ้น 1.71 ตัน
ทิศทางราคาทองคำและปัจจัยแรงกดดันจากเฟด
มติที่ไม่เป็นเอกฉันท์ในการประชุม FOMC สะท้อนให้เห็นว่าสายตานักลงทุนต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น แม้ว่าตัวเลขดอกเบี้ยจะถูกตรึงไว้ที่ระดับ 3.75-4.00% ตามคาด แต่การที่มีกรรมการ 2 ท่านเสนอให้ขึ้นดอกเบี้ยทันที 0.25% ตลอดจนถ้อยแถลงของเควิน วอร์ช ประธานเฟด ที่เน้นย้ำถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยิ่งเพิ่มน้ำหนักว่าเฟดอาจใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อไปเพื่อฉุดเงินเฟ้อลงมาให้ถึงเป้าหมาย 2%
นอกจากปัจจัยทางการเงินแล้ว ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นชนวนสำคัญที่ผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบทั้ง Brent และ WTI ทะยานสูงขึ้น การตึงเครียดของสถานการณ์ในต่างประเทศสร้างความกังวลว่าเงินเฟ้อภาคพลังงานจะฟื้นตัวกลับมา ซึ่งจะกลายเป็นปัจจัยลบโดยตรงต่อราคาทองคำในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม การที่กองทุน SPDR เข้าซื้อทองคำเพิ่ม 1.71 ตัน ยังแสดงให้เห็นว่านักลงทุนรายใหญ่ยังคงใช้ทองคำเป็นสินทรัพย์อุปถัมภ์ความเสี่ยงในภาวะที่ตลาดมีความผันผวนสูง
สรุป ราคาทองคำยังคงเผชิญแรงกดดันจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟดและความกังวลเรื่องเงินเฟ้อภาคพลังงาน แม้จะมีแรงหนุนจากการเข้าซื้อของกองทุน SPDR แต่นักลงทุนควรติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และสถานการณ์ราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิดก่อนตัดสินใจเข้าซื้อขาย