ข้อมูลจาก Sanook รายงานสถานการณ์ตลาดการเงินล่าสุด พบว่า ราคาทองคำเผชิญแรงกดดันรอบด้าน แม้จะมีแรงหนุนระยะสั้นจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ชะลอตัวลง แต่ปัจจัยบอนด์ยีลด์และราคาน้ำมันดิบกำลังกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อทิศทางราคาทองคำในระยะถัดไป
- PMI ภาคการบริการสหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าคาด และกองทุน SPDR เข้าซื้อทองคำเพิ่ม 0.57 ตัน สะท้อนภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เริ่มอ่อนแอ
- อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (บอนด์ยีลด์) อายุ 10 ปี ฟื้นตัวสู่ระดับ 5.30% จากจุดต่ำสุด 5.15% พร้อมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับขึ้นแตะ 102.10 จุด
- ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI เสี่ยงปรับตัวสูงขึ้น หลังความตึงเครียดทางการเมืองขยายวงเข้าสู่ช่องแคบบับเอลมันเดบ บริเวณปากทางเข้าทะเลแดงอย่างเต็มรูปแบบ
ปัจจัยกดดันราคาทองคำและการปรับกลยุทธ์ลงทุน
แม้ว่าตลาดทองคำจะได้รับปัจจัยบวกชั่วคราวจากการที่สหรัฐฯ เผยดัชนี PMI ภาคการบริการต่ำกว่าคาดการณ์และครั้งก่อน ส่งผลให้กองทุนขนาดใหญ่อย่าง SPDR เข้าซื้อสะสมทองคำเพิ่มขึ้น 0.57 ตัน เพื่อลดความเสี่ยงจากความอ่อนแอทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่แรงส่งดังกล่าวกลับถูกบดบังด้วยการฟื้นตัวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ที่รีบาวด์ขึ้นเป็นวันที่สองสู่ระดับ 5.30% ร่วมกับการแข็งค่าของดัชนีเงินดอลลาร์ที่ระดับ 102.10 จุด ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันโดยตรงต่อต้นทุนการถือครองทองคำ
นอกจากนี้ ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบบับเอลมันเดบระหว่างกลุ่มฮูตีในเยเมนและกองทัพสหรัฐฯ รวมถึงความพร้อมรับมือทางทหารของอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI มีความเสี่ยงปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งทิศทางน้ำมันที่แพงขึ้นนี้อาจกลายเป็นตัวเร่งเงินเฟ้อและกดดันให้เฟดจำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไปในอนาคต ส่งผลให้ภาพรวมของราคาทองคำยังคงมีความเสี่ยงทางเทคนิคที่ต้องระมัดระวังในการเข้าซื้อ
สรุป แนวโน้มราคาทองคำในระยะนี้ยังคงผันผวนสูง แม้จะมีปัจจัยหนุนจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ชะลอตัวและการเข้าซื้อของกองทุน SPDR แต่การเพิ่มขึ้นของบอนด์ยีลด์ ดอลลาร์ที่แข็งค่า และความเสี่ยงราคาน้ำมันดิบจากวิกฤตความขัดแย้งในทะเลแดง เป็นปัจจัยเชิงลบหลักที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิดก่อนตัดสินใจลงทุน