ข้อมูลจากสภาทองคำโลก (World Gold Council: WGC) ระบุว่า ราคาทองคำในระยะสั้นเผชิญแรงกดดันจากการย่อตัว หลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด ทว่าในระยะยาวภาพรวมตลาดทองคำยังคงได้รับแรงพยุงอย่างมั่นคงจากอุปสงค์ของธนาคารกลางทั่วโลก
- ธนาคารกลางโปแลนด์: เข้าซื้อทองคำเพิ่มขึ้น 123 ตัน ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2026 ส่งผลให้ยอดถือครองรวมแตะ 672.9 ตัน
- ผลสำรวจธนาคารกลางทั่วโลก: 89% มีแผนเพิ่มสัดส่วนทองคำสำรองต่อเนื่องในอีก 12 เดือนข้างหน้า
- ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ: ดัชนี GDP และดัชนีการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) สูงกว่าคาด ส่งผลให้เงินเฟ้อยังไม่ลดลงสู่เป้าหมาย 2% ของเฟด
- สถานการณ์พลังงานและภูมิรัฐศาสตร์: ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI ปรับตัวขึ้น ขณะที่เกาหลีใต้พิจารณาส่งกำลังทางทหารคุ้มกันเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ
- กองทุน SPDR: มีการขายเทสัญญาทองคำออกมาระหว่างทาง 2.28 ตัน
วิเคราะห์ปัจจัยกดดันราคาทองคำระยะสั้น
แรงกดดันหลักที่ทำให้ราคาทองโลกปรับตัวลง เกิดจากรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งดัชนีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และดัชนีการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐานและทั่วไปที่พุ่งสูงเกินกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ ข้อมูลนี้สะท้อนว่าภาวะเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ยังคงหนืดและมีโอกาสชะลอตัวลงสู่เป้าหมาย 2% ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ได้ยาก กดดันให้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยอาจทรงตัวอยู่ในระดับสูงนานขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยลบโดยตรงต่อสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยอย่างทองคำ
นอกจากนี้ การเคลื่อนไหวของกองทุนชิปใหญ่ระดับโลกอย่าง SPDR ที่ลดการถือครองทองคำลง 2.28 ตัน ยิ่งเพิ่มแรงขายทำกำไรในระยะสั้น อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซและการฟื้นตัวของราคาน้ำมันดิบทั้ง Brent และ WTI ยังคงเป็นปัจจัยคอยจำกัดกรอบการย่อตัว ไม่ให้ราคาทองคำปรับลดลงแรงจนเสียทรง
โครงสร้างแรงหนุนระยะยาวจากธนาคารกลางทั่วโลก
แม้ปัจจัยมหภาคระยะสั้นจะสร้างความผันผวน แต่โครงสร้างความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ทุนสำรองยังคงแข็งแกร่งมาก สะท้อนผ่านรายงานสภาทองคำโลก (WGC) ที่ระบุว่า ธนาคารกลางโปแลนด์กว้านซื้อทองคำสะสมไปแล้วถึง 123 ตัน ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2026 ดันยอดการถือครองทองคำสำรองพุ่งแตะ 672.9 ตัน
ภาพรวมราคาทองโลกอยู่ในช่วงย่อตัวรับข่าวเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังแข็งแกร่งเกินคาด แต่แนวโน้มระยะยาวได้รับการพยุงอย่างดีจากแรงซื้อของธนาคารกลางทั่วโลก ส่งผลให้ทิศทางราคาเป็นการปรับฐานเพื่อสะสมกำลังมากกว่าการเปลี่ยนเป็นเทรนด์ขาลงอย่างสิ้นเชิง