ข้อมูลจาก Sanook รายงานว่า ภาพรวมราคาทองคำในตลาดโลกมีสัญญาณฟื้นตัวอย่างชัดเจน หลังดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวอ่อนค่าลง โดยมีปัจจัยสำคัญทางเศรษฐกิจและสถานการณ์ต่างประเทศที่กระทบทิศทางราคาดังนี้
- ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY): ปรับตัวลดลงหลุดระดับ 102.0 หน่วย เพิ่มความน่าดึงดูดให้กับทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
- อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ (Bond Yield): อายุ 2 ปี ปรับตัวลดลงต่อเนื่องหลุด 4.60% ช่วยลดต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำ
- ราคาน้ำมันดิบตลาดโลก: น้ำมันดิบ Brent หลุด 115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ WTI หลุด 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังโฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านแถลงว่าการยุติสงครามขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่งผลให้ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อภาคพลังงานผ่อนคลายลง
- ดัชนี PMI ภาคการผลิตสหรัฐฯ: ประกาศออกมาสูงกว่าคาดการณ์และครั้งก่อน สะท้อนเศรษฐกิจที่ยังคงแข็งแกร่ง ซึ่งกลายเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำในระยะสั้น
- แรงขายจากกองทุน SPDR: เทขายทองคำออกมา 1.14 ตัน สะท้อนการปรับพอร์ตของนักลงทุนรายใหญ่
วิเคราะห์ปัจจัยหนุนและแรงกดดันต่อราคาทองคำ
การเคลื่อนไหวของราคาทองคำในช่วงนี้ได้รับผลกระทบจากทั้งปัจจัยบวกด้านนโยบายการเงินและปัจจัยลบจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในฝั่งปัจจัยบวก การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ร่วมกับการลดลงของบอนด์ยีลด์ 2 ปี ถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่เปิดโอกาสให้ราคาทองคำฟื้นตัว นอกจากนี้ ท่าทีของอิหร่านและถ้อยแถลงของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ชี้ว่าสงครามอาจจบลงในเร็ววัน ส่งผลให้ตลาดคาดการณ์ว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อภาคพลังงานจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะช่วยลดแรงบีบต่อการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)
อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำยังคงเผชิญแรงต้านในระยะสั้นจากตัวเลขดัชนี PMI ภาคการผลิตของสหรัฐฯ ที่ขยายตัวดีกว่าคาด ตัวเลขเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งนี้ทำให้นักลงทุนบางส่วนหมุนเวียนทุนกลับเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยง ประกอบกับการที่กองทุน SPDR ปรับลดสัดส่วนการถือครองทองคำลง 1.14 ตัน ส่งผลให้ราคาอาจมีการย่อตัวสลับกับการฟื้นตัว นักลงทุนจึงควรมองภาพรวมทั้งเรื่องทิศทางดอกเบี้ยและพัฒนาการของสงครามเพื่อประเมินจุดเข้าซื้อขายที่เหมาะสม
ภาพรวมราคาทองคำและการปรับกลยุทธ์
ราคาทองคำยังมีปัจจัยพื้นฐานช่วยพยุงราคาจากการอ่อนค่าของดัชนีเงินดอลลาร์และแนวโน้มสงครามที่ผ่อนคลายลง แม้จะมีปัจจัยกดดันระยะสั้นจากตัวเลข PMI สหรัฐฯ และการขายของกองทุน SPDR การติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ และความชัดเจนของข้อตกลงทางการเมืองระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้ประเมินทิศทางราคาได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น