ข้อมูลล่าสุดจากรายงานแนวโน้มราคาทองคำโดยฮั่วเซ่งเฮง ระบุว่า ราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากการร่วงลงของดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) อายุ 10 ปี หลังจากสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขดัชนีผู้ผลิต (PPI) ทั้งแบบพื้นฐานและทั่วไปต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ซึ่งส่งผลดีต่อจิตวิทยาการลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัย
ประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุน
- ดัชนี DXY และ Bond Yield 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวลดลง ดันราคาทองโลกทะยานขึ้น
- ประธานเฟดสาขานิวยอร์กส่งสัญญาณเงินเฟ้อผ่านจุดสูงสุด คาดลดลงเหลือ 3.25% ในปี 2026
- เครื่องมือ CME FedWatch Tool ปรับลดโอกาสขึ้นดอกเบี้ยเดือนกรกฎาคมลงเหลือ 12.3% จากเดิม 16.0%
- กองทุน SPDR Gold Shares เทขายทองคำออกมา 2.57 ตัน
- ความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน อาจเป็นปัจจัยยื้อให้เฟดตรึงดอกเบี้ยสูงยาวนานกว่าคาด
แนวโน้มราคาทองคำ ฮั่วเซ่งเฮง กับทิศทางดอกเบี้ยเฟด
ทำความเข้าใจทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาทองคำในปัจจุบัน คำแถลงของ นายจอห์น วิลเลียมส์ ประธานเฟดสาขานิวยอร์ก ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว โดยคาดว่าจะทยอยลดลงมาอยู่ที่ 3.25% ภายในปี 2026 และจะกลับเข้าสู่เป้าหมายที่ระดับ 2% ได้ในปี 2028 ปัจจัยนี้ทำให้ตลาดเริ่มมีความหวังว่าเฟดอาจเลือกใช้วิธีตรึงอัตราดอกเบี้ยแทนการปรับขึ้นดอกเบี้ยในระยะยาว
แม้ว่ากรรมการส่วนใหญ่ในคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) จะยังคงคาดการณ์ว่าอาจมีความจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ภายในปี 2026 แต่ตัวเลขเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงส่งผลให้มุมมองของนักลงทุนในตลาดเปลี่ยนไป โดยสะท้อนผ่านดัชนี CME FedWatch Tool ที่ลดน้ำหนักความน่าจะเป็นในการขึ้นดอกเบี้ยสำหรับการประชุมเดือนกรกฎาคมนี้ลงอย่างเห็นได้ชัด ถือเป็นแรงบวกที่เข้ามาขับเคลื่อนให้ราคาทองคำฟื้นตัวขึ้นในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม ฝั่งผู้ลงทุนทองคำยังคงต้องใช้ความระมัดระวังและติดตามแรงขายจากรายใหญ่ หลังจากกองทุนทองคำระดับโลกอย่าง SPDR Gold Shares ได้ทำการเทขายทองคำออกมาปริมาณ 2.57 ตัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ายังคงมีแรงทำกำไรสลับออกมาในจังหวะที่ราคาดีดตัวขึ้น และตลาดเปิดรับความเสี่ยงจากปัจจัยอื่นร่วมด้วย
ปัจจัยเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และแรงกดดันเงินเฟ้อรอบใหม่
สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกลายเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่อาจพลิกโฉมทิศทางราคาทองคำได้ตลอดเวลา ล่าสุดกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ยังคงเปิดฉากโจมตีเป้าหมายในอิหร่านอย่างต่อเนื่องเข้าสู่วันที่ 4 พร้อมทั้งยังคงมาตรการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่านอย่างเข้มงวด ซึ่งเหตุการณ์นี้นอกจากจะกระตุ้นแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยแล้ว ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานโลก
การปิดล้อมทางทะเลและปฏิบัติการทางทหารดังกล่าว เสี่ยงที่จะกลายเป็นชนวนเหตุทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น ซึ่งหากราคาน้ำมันยืนระยะในระดับสูงเป็นเวลานาน ย่อมส่งผ่านไปยังอัตราเงินเฟ้อให้ปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย และจะกลายเป็นปัจจัยบังคับให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ จำเป็นต้องตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงยาวนานกว่าที่ประเมินไว้ หรือในกรณีเลวร้ายอาจต้องกลับมาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในภายหลัง
สภาวะตลาดทองคำในเวลานี้จึงเป็นการคานอำนาจกันระหว่าง ปัจจัยบวกจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ชะลอตัวลง กับปัจจัยเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจดึงให้เงินเฟ้อกลับมา ซึ่งนักลงทุนจำเป็นต้องประเมินทั้งสองด้านนี้เพื่อกำหนดจุดเข้าซื้อและจุดขายทำกำไรอย่างรอบคอบ
สรุปภาพรวมการลงทุนทองคำ
การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำโลกในรอบนี้ได้รับแรงหนุนโดยตรงจากดอลลาร์ที่อ่อนค่าและตัวเลข PPI สหรัฐฯ ที่ต่ำกว่าคาด ส่งผลให้โอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในเดือนกรกฎาคมลดลงเหลือ 12.3% แต่ในระยะยาวนโยบายดอกเบี้ยยังคงมีความผันผวนสูงจากปัจจัยสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่อาจดันให้เงินเฟ้อพุ่งรอบใหม่ นักลงทุนควรกำหนดกลยุทธ์การเทรดแบบระยะสั้นถึงกลาง และจับตาแรงขายของกองทุน SPDR อย่างใกล้ชิดเพื่อหาจังหวะสะสมที่เหมาะสม