ข้อมูลจากรายงานการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ประจำวันที่ 16-17 มิถุนายน 2569 ที่เผยแพร่โดยตรงผ่านระบบข้อมูลของเฟด ระบุว่าทิศทางนโยบายการเงินมีแนวโน้มคุมเข้มมากขึ้นอย่างชัดเจน ส่งผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อสินทรัพย์ปลอดภัยทั่วโลก โดยราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวลดลงจากแรงกดดันรอบด้าน สรุปข้อมูลตัวเลขสถิติสำคัญในตลาดเงินตลาดทุนที่เกิดขึ้นล่าสุด มีดังนี้
- ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) และอัตราผลตอบแทนพันธบัตร: ดัชนีดอลลาร์แข็งค่าขึ้นมาแตะระดับ 101 หน่วย อีกครั้ง สอดคล้องกับบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ที่ปรับตัวขึ้นยืนเหนือระดับ 4.5% ได้อย่างแข็งแกร่ง
- การส่งสัญญาณนโยบายเฟด (Dot Plot): รายงานระบุว่าความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อยังคงเอนเอียงไปทางขาขึ้น ส่งผลให้เฟดส่งสัญญาณอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 1 ครั้งในช่วงที่เหลือของปีนี้
- ดัชนีความคาดหวังของตลาด (CME FedWatch Tool): ตลาดได้ปรับสัดส่วนการคาดการณ์เพิ่มขึ้นจากเดิม 26.7% เป็น 31.0% ว่าเฟดมีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนกันยายน 2569
- พอร์ตการลงทุนของกลุ่มทุนใหญ่: กองทุนทองคำขนาดใหญ่ระดับโลกอย่าง SPDR Gold Shares สวนกระแสราคาด้วยการเข้าช้อนซื้อทองคำแท่งเก็บสะสมเพิ่มขึ้นอีก 1.14 ตัน
ปัจจัยสงครามพลังงานและนโยบายการเงิน ล็อกพิกัด ราคาทองคำ ผันผวนระยะสั้น
โครงสร้างการเคลื่อนไหวของราคาทองคำโลกในปัจจุบัน กำลังเผชิญแรงบีบคั้นจากสภาวะเงินเฟ้อภาคต้นทุนที่ฝังรากลึกในระบบเศรษฐกิจ ปัจจัยควบคุมหลักมาจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในฝั่งตะวันออกกลาง หลังจากแถลงการณ์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุชัดเจนว่าข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านได้สิ้นสุดลงแล้ว พร้อมทั้งส่งสัญญาณความเป็นไปได้ในการเปิดฉากโจมตีทางทหารระลอกใหม่ สถานการณ์ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อนี้เป็นตัวเร่งให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ทั้งเกณฑ์ราคา Brent และ WTI พุ่งสูงขึ้นทันที
เมื่อต้นทุนพลังงานโลกขยับสูงขึ้น ความกังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อจึงสะท้อนกลับเข้าไปในพอร์ตการลงทุนของธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งผลให้รายงานการประชุมของคณะกรรมการ FOMC นัดล่าสุด แสดงจุดยืนแบบสายเหยี่ยว (Hawkish) อย่างรุนแรง การที่ค่ากลางของ Dot Plot ปรับทิศทางมาเป็นการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง และเปิดช่องให้มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยสกัดเงินเฟ้อได้อีก 1 ครั้งภายในสิ้นปี 2569 ถือเป็นข้อมูลสำคัญที่ทำให้นักลงทุนต้องปรับเปลี่ยนงบประมาณในการถือครองสินทรัพย์
ผลกระทบทางเทคนิคจากการที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ทะยานยืนเหนือ 4.5% และเงินดอลลาร์แข็งค่าแตะ 101 หน่วย ส่งผลให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำปรับตัวสูงขึ้น ดึงดูดให้เม็ดเงินลงทุนไหลกลับเข้าสู่ระบบตราสารหนี้และสกุลเงินหลักชั่วคราว อย่างไรก็ตาม การที่วาฬตัวใหญ่อย่างกองทุน SPDR เลือกส่งงบประมาณเข้ามาช้อนซื้อทองคำแท่งเติมเข้าพอร์ตเพิ่ม 1.14 ตัน สะท้อนให้เห็นว่าในมุมมองของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ทองคำยังคงเป็นเครื่องมือประกันความเสี่ยงที่จำเป็นในช่วงเวลาที่การเมืองโลกไม่มีเสถียรภาพ
| ตัวแปรทางเศรษฐกิจที่มีผลต่อราคา | สถิติและตัวเลขดัชนีล่าสุดในระบบ | ทิศทางผลกระทบต่อราคาทองคำ |
| ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) | 101 หน่วย (แข็งค่าขึ้น) | กดดันราคาทองคำโลกให้ย่อตัวลงในระยะสั้น |
| ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ 10 ปี | มากกว่า 4.5% | เพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองสินทรัพย์ที่ไม่มีดอกเบี้ย |
| คาดการณ์ขึ้นดอกเบี้ยเดือน ก.ย. (CME) | ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 31.0% | สร้างจิตวิทยาเชิงลบต่อราคาทองคำในกระดานซื้อขาย |
| ยอดซื้อสะสมของกองทุน SPDR | เพิ่มขึ้น 1.14 ตัน | เป็นฐานรองรับราคา ช่วยพยุงไม่ให้ราคาปรับฐานดิ่งลึก |
สรุป
ภาพรวม ราคาทองคำ ในตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีสาเหตุหลักมาจากดัชนีดอลลาร์ที่แข็งค่าแตะ 101 หน่วย และบอนด์ยีลด์ 10 ปี ที่ยืนเหนือ 4.5% ประกอบกับความกังวลเรื่องเฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนเพื่อสกัดเงินเฟ้อพลังงาน หลังความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านส่อเค้ายืดเยื้อ อย่างไรก็ตาม แรงซื้อสะสมจากกองทุน SPDR ปริมาณ 1.14 ตัน ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยประคองฐานราคาไว้ในระยะยาว แนะนำนักลงทุนจัดสรรงบประมาณและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำมันโลกอย่างใกล้ชิด