ข้อมูลจาก Sanook และรายงานสภาวะการลงทุนล่าสุด ระบุว่า ราคาทองคำในตลาดโลกมีการปรับตัวขึ้นสวนทางกับราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI ที่ย่อตัวลง ความผันผวนครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสัญญาณการผ่อนคลายความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และการส่งสัญญาณนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) โดยมีปัจจัยสำคัญ ดังนี้
- การยื่นข้อตกลงยุติสงคราม 7 วันของอิหร่าน: เอกอัครราชทูตและผู้นำสูงสุดของอิหร่านส่งสัญญาณพร้อมรับข้อเสนอ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ชะลอการโจมตีอิหร่าน กดดันราคาน้ำมันดิบให้ย่อตัวลง
- โอกาสเฟดตรึงอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า 90%: ตลาดคาดการณ์ค่อนข้างแน่นอนว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 28 ต.ค. นี้
- ดัชนีดอลลาร์ (DXY) แข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 102.36 จุด: ดัชนีดอลลาร์ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 จากระดับ 101.56 จุด กดดันแรงซื้อทองคำในสกุลดอลลาร์ให้มีราคาสูงขึ้น
- กองทุน SPDR เข้าซื้อทองคำเพิ่ม 0.86 ตัน: สะท้อนถึงการกลับเข้าซื้อสะสมของนักลงทุนรายใหญ่เพื่อบริหารความเสี่ยง
วิเคราะห์ปัจจัยกดดันราคาทองคำ และแนวโน้มระยะสั้น
แม้ราคาทองคำจะได้แรงหนุนจากสถานการณ์ความไม่สงบที่เริ่มมีทางออก แต่การแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องของดัชนีดอลลาร์ (DXY) ที่ระดับ 102.36 จุด ถือเป็นปัจจัยสลักสำคัญที่ทำให้นักลงทุนชะลอการเข้าซื้อ เนื่องจากทองคำที่ซื้อขายในสกุลดอลลาร์มีราคาแพงขึ้นและลดความน่าดึงดูดลงในสายตานักลงทุนต่างชาติ
นอกจากนี้ ตลาดทั้งหมดกำลังมุ่งเป้าไปที่ถ้อยแถลงของ เควิน วอร์ช ประธานเฟด ในการประชุม FOMC เพื่อประเมินมุมมองต่อทิศทางอัตราเงินเฟ้อและภาวะตลาดแรงงาน หากประธานเฟดสะท้อนมุมมองว่าเงินเฟ้อและตลาดแรงงานยังคงเติบโตสูง อาจเกิดแรงขายทำกำไรฉับพลันและส่งผลให้ราคาทองคำมีความผันผวนรุนแรงในระยะสั้นได้ นักลงทุนจึงควรติดตามข้อมูลเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดก่อนตัดสินใจปรับพอร์ต
สรุปประเด็นสำคัญ ราคาทองคำโลกยังอยู่ในช่วงเปราะบาง แม้สถานการณ์สงครามอิหร่านจะมีแนวโน้มผ่อนคลายลงตามข้อเสนอ 7 วัน แต่การแข็งค่าของดอลลาร์ และการคาดการณ์ว่าเฟดจะตรึงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 28 ต.ค. รวมถึงมุมมองของ เควิน วอร์ช ยังคงเป็นตัวแปรหลักที่กำหนดทิศทางราคาทองคำในระยะถัดไป