ข้อมูลจาก Sanook รายงานว่า ภาพรวมทิศทางราคาทองคำมีปัจจัยหนุนเชิงบวกเข้ามาประคองตลาด ส่งผลให้ราคาทองคำมีการปรับตัวขึ้นตอบรับปัจจัยเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญ ดังนี้
- เฟดนิวยอร์กหนุนสภาพคล่อง: ประธานเฟดสาขานิวยอร์กแสดงจุดยืนรักษาแนวทาง Ample Reserves ซึ่งสวนทางกับแนวคิดลดขนาดงบดุล (QT) ของเควิน วอร์ช ส่งผลให้ระบบยังมีสภาพคล่องสูงและเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำ
- ข้อเสนอเปิดช่องแคบฮอร์มุซ: อิหร่านยื่นข้อเสนอเปิดเส้นทางขนส่งน้ำมันภายใน 7 วัน หากสหรัฐฯ ยุติการโจมตีและยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI ปรับตัวลง ช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อภาคพลังงานและดอกเบี้ยเฟด
- แรงซื้อจากกองทุนใหญ่: กองทุน SPDR เริ่มกลับเข้าซื้อทองคำเพิ่มขึ้น 0.57 ตัน สะท้อนมุมมองเชิงบวกของนักลงทุนสถาบัน
ปัจจัยกดดันราคาทองคำและโครงสร้างเศรษฐกิจโลก
แม้ว่าราคาทองคำจะได้รับปัจจัยหนุนจากเรื่องสภาพคล่องและสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แต่ในอีกด้านหนึ่ง ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ยังคงทิศทางแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง สาเหตุหลักมาจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่นที่ยังกว้างราว 2.75% ทำให้เกิดแรงจูงใจในการทำ Yen Carry Trade นักลงทุนยังคงกู้ยืมเงินเยนที่มีดอกเบี้ยต่ำไปลงทุนในสินทรัพย์ดอลลาร์ ส่งผลให้เงินเยนอ่อนค่าและดันดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ซึ่งอาจกลับมากดดันราคาทองคำได้ในระยะถัดไป
สำหรับการวางกลยุทธ์ลงทุน ผู้ลงทุนควรติดตามทิศทางราคาน้ำมันดิบควบคู่กับแถลงการณ์ของเจ้าหน้าที่เฟดอย่างใกล้ชิด หากความตึงเครียดทางทหารผ่อนคลายลงจริงและสภาพคล่องในระบบธนาคารยังคงระดับสูง จะช่วยสร้างฐานราคาทองคำให้แข็งแกร่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ควรเพิ่มความระมัดระวังช่วงที่เงินดอลลาร์เร่งตัวแข็งค่าขึ้นเพื่อบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม
สรุป แนวโน้มราคาทองคำ ยังคงได้รับปัจจัยบวกจากข้อเสนอผ่อนคลายในช่องแคบฮอร์มุซและนโยบายรักษาสภาพคล่องของเฟด แต่ยังมีปัจจัยกดดันจากเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าตามการทำ Yen Carry Trade นักลงทุนควรมองภาพรวมทั้งสองฝั่งเพื่อประกอบการตัดสินใจ