ข้อมูลจาก Sanook และรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจสากล ระบุว่า ราคาทองคำโลกยังเผชิญความผันผวนอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงกดดันจากดัชนีดอลลาร์ที่แข็งค่าและโอกาสการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในระยะถัดไป
ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อราคาทองคำในปัจจุบัน ได้แก่
- ดัชนีดอลลาร์ (DXY) แข็งค่าขึ้น: การที่ DXY ปรับตัวยืนเหนือระดับ 100.0 จุด เป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำโดยตรง เนื่องจากดอลลาร์ที่แข็งค่าทำให้ราคาทองคำแพงขึ้นสำหรับผู้ถือครองเงินตราอื่น
- คาดการณ์ดอกเบี้ยเฟด: เครื่องมือ CME FedWatch Tool สะท้อนว่าตลาดยังคงให้น้ำหนักกับการที่เฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ในการประชุมเดือนตุลาคม หลังประธานเฟดสาขาชิคาโกเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการใช้อัตราดอกเบี้ยสูงเพื่อคุมเงินเฟ้อเข้าสู่เป้าหมาย 2%
- แรงขายจากกองทุน SPDR: กองทุนราคาทองคำระดับโลกอย่าง SPDR ได้รายงานการปรับลดการถือครองทองคำลง 1.71 ตัน ซึ่งสะท้อนมุมมองเชิงระมัดระวังของนักลงทุนสถาบัน
ปัจจัยหนุนราคาทองคำและความเสี่ยงเงินเฟ้อภาคพลังงาน
แม้ปัจจัยทางนโยบายการเงินจะสร้างแรงกดดัน แต่ตลาดทองคำยังคงได้รับปัจจัยหนุนจากทิศทางราคาน้ำมันดิบโลก ทั้ง Brent และ WTI ที่มีการปรับตัวลง รวมถึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (บอนด์ยีลด์) อายุ 10 ปี ที่เริ่มย่อตัวลง การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นหลังจากท่าทีทางภูมิรัฐศาสตร์ของสหรัฐฯ ชะลอความตึงเครียดในแถบตะวันออกกลาง โดยเลือกไม่เปิดการโจมตีกลุ่มฮูตี และแสดงท่าทีเปิดกว้างต่อการเจรจาในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA)
การชะลอตัวของราคาน้ำมันส่งผลให้ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อภาคพลังงานเริ่มลดลง ซึ่งในระยะยาวอาจเปิดช่องให้เฟดพิจารณาผ่อนคลายนโยบายการเงินเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ ปัจจัยเหล่านี้ถือเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยพยุงราคาทองคำไม่ให้ปรับตัวลงลึกเกินไป ทำให้นักลงทุนจำเป็นต้องติดตามทั้งการเคลื่อนไหวของดอลลาร์ และสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างประเทศควบคู่กันเพื่อจังหวะการลงทุนที่แม่นยำ
สรุปภาพรวมราคาทองคำยังคงอยู่ในช่วงต่อสู้ระหว่างแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยเฟดและดัชนีดอลลาร์ที่แข็งค่า กับปัจจัยผ่อนคลายจากเงินเฟ้อภาคพลังงาน การติดตามแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดและตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ จึงเป็นสิ่งจำเป็นก่อนการตัดสินใจเข้าซื้อหรือขายทองคำในระยะนี้