ข้อมูลล่าสุดจากฮั่วเซ่งเฮงและสถานการณ์ตลาดโลกชี้ให้เห็นว่า แนวโน้มราคาทองคำ กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจนปรับตัวลดลงกว่า 111 ดอลลาร์ สอดคล้องกับการประกาศราคาทองคำแท่งในไทยที่ปรับลดลงทันที 350 บาท โดยมีประเด็นสำคัญที่กระทบต่อการตัดสินใจลงทุนดังนี้
- เจรจานิวเคลียร์อิหร่าน-สหรัฐฯ: การหารือรอบที่ 2 ณ นครเจนีวา มีทิศทางสร้างสรรค์และอาจนำไปสู่การลดระดับยูเรเนียม ลดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
- สงครามรัสเซีย-ยูเครน: สหรัฐฯ เริ่มเสนอแนวทางสันติภาพผ่านการแลกเปลี่ยนดินแดน ทำให้ความต้องการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยลดน้อยลง
- นโยบายว่าที่ประธานเฟดคนใหม่: นายเควิน วอร์ช อาจเผชิญข้อจำกัดในการลดขนาดงบดุล (QT) ซึ่งส่งผลให้เงินดอลลาร์มีโอกาสอ่อนค่าและอาจเป็นปัจจัยพยุงราคาทองในระยะยาว
- แนวรับสำคัญ: ตลาดโลกให้จุดตัดสินใจที่ 4,845 และ 4,800 ดอลลาร์ ขณะที่ทองไทยเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับขายออก 72,600 บาท
ปัจจัยกดดันราคาทองคำและทางเลือกของนักลงทุน
สถานการณ์ราคาทองคำในปัจจุบันได้รับผลกระทบโดยตรงจากความก้าวหน้าทางการทูต รายงานจากสำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่าการเจรจาระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ที่สิ้นสุดลงเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เริ่มเห็นพ้องใน “หลักการนำ” บางประการ ซึ่งเป็นสัญญาณบวกที่หาได้ยากในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบและราคาทองคำโลก (Gold Spot) ร่วงลงทันทีเนื่องจากนักลงทุนคลายความกังวลเรื่องสงครามที่อาจขยายตัว
อย่างไรก็ตาม แม้ราคาทองจะปรับตัวลงแรงแต่ดัชนีดอลลาร์ (DXY) กลับไม่ได้แข็งค่าขึ้นตามอย่างที่ควรจะเป็น โดยปรับลดลงสู่ระดับ 97.01 หน่วย เนื่องจากตลาดกำลังประเมินความสามารถของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในการจัดการสภาพคล่องภายใต้การนำของว่าที่ประธานเฟดคนใหม่ หากการลดขนาดงบดุลทำได้ยากเกินคาด จะกลายเป็นแรงส่งให้ทองคำกลับมาน่าสนใจอีกครั้งในฐานะเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและดอลลาร์อ่อนค่า
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในจังหวะนี้ ฮั่วเซ่งเฮงแนะนำให้ติดตามกรอบแนวรับที่ 4,845 ดอลลาร์อย่างใกล้ชิด หากราคาสามารถยืนเหนือระดับนี้ได้ มีโอกาสที่จะเห็นการดีดตัวกลับ (Rebound) ไปทดสอบแนวต้าน 4,900-4,950 ดอลลาร์ แต่หากหลุดแนวรับสำคัญที่ 4,800 ดอลลาร์ นักลงทุนควรเพิ่มความระมัดระวังและพิจารณาจุดตัดขาดทุนเพื่อป้องกันความเสี่ยง