ข้อมูลจากฮั่วเซ่งเฮง ระบุว่า ราคาทองคำโลกมีการปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีปัจจัยหลักจากการแถลงนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ที่เน้นการปกป้องมาตรการภาษีศุลกากรอย่างแข็งกร้าว และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์กับอิหร่านที่ยังคงเป็นประเด็นร้อนแรง
สรุปประเด็นสำคัญที่มีผลต่อราคาทองคำ
- นโยบายภาษีศุลกากร: ทรัมป์ยืนยันไม่มีการเปลี่ยนแปลงมาตรการภาษี สร้างความกังวลด้านการค้าโลก หนุนแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
- วิกฤตอสังหาฯ สหรัฐฯ: ยอดขอสินเชื่อซื้อบ้านร่วงลง 4.7% สู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เมษายน 2025 ส่งผลให้รัฐบาลเตรียมอัดฉีดเงิน 2 แสนล้านดอลลาร์ผ่าน Fannie Mae และ Freddie Mac
- ความตึงเครียดอิหร่าน: ตลาดจับตาการเจรจานิวเคลียร์และขีปนาวุธ ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่กดดันเสถียรภาพโลก
- แรงซื้อจาก SPDR: กองทุนทองคำโลกรายใหญ่เข้าซื้อทองคำเพิ่ม 3.43 ตัน ทำให้มียอดถือครองรวมสุทธิ 1,097.62 ตัน
วิเคราะห์แนวโน้มราคาทองคำและจุดยุทธศาสตร์ในการลงทุน
ทิศทางราคาทองคำในปัจจุบันเคลื่อนไหวภายใต้แรงกดดันจากนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ โดยเฉพาะความพยายามในการแก้ปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ซบเซา การอัดฉีดเงินมหาศาลเพื่อลดต้นทุนทางการเงินอาจส่งผลต่อค่าเงินดอลลาร์ในระยะยาว ซึ่งเป็นบวกต่อราคาทองคำ ขณะเดียวกันสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงเป็นชนวนเหตุที่ทำให้นักลงทุนไม่กล้าละทิ้งสินทรัพย์ปลอดภัย
สำหรับการเคลื่อนไหวทางเทคนิค ราคาทองโลกได้ลงไปทดสอบแนวรับสำคัญที่ 5,150 ดอลลาร์ ก่อนจะมีแรงดีดกลับขึ้นมา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงแรงซื้อที่ยังเหนียวแน่นในระดับราคาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ตลาดเตรียมรับแรงกระแทกอีกครั้งจากการประกาศตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐฯ ในคืนนี้เวลา 20.30 น. ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานและทิศทางดอกเบี้ยต่อไป
ในระยะสั้น ประเมินว่าราคาทองคำโลกมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่ 5,220 ดอลลาร์ หากสามารถยืนระยะได้จะมีลุ้นปรับตัวขึ้นต่อ แต่ต้องระวังการย่อตัวสลับออกมาเป็นระยะ ในกรณีที่ราคามีการปรับฐานแรงจนหลุดแนวรับถัดไปที่ 5,100 ดอลลาร์ อาจเป็นสัญญาณของการพักตัวต่อเนื่องที่นักลงทุนควรเพิ่มความระมัดระวังในการเข้าสะสม
สรุปภาพรวมราคาทองคำ
แนวโน้มราคาทองคำวันนี้ยังคงอยู่ในทิศทางขาขึ้นโดยมีแนวต้านสำคัญที่ 5,220 ดอลลาร์ จากแรงหนุนเรื่องความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีทรัมป์และการอัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ นักลงทุนควรติดตามตัวเลขการจ้างงานและสถานการณ์ในอิหร่านอย่างใกล้ชิดเพื่อประกอบการตัดสินใจ