ข้อมูลจากรายงานบทวิเคราะห์ของฮั่วเซ่งเฮง ระบุว่า ราคาทองคำในตลาดโลก (Gold Spot) เริ่มเผชิญกับปัจจัยกดดันรอบใหม่ แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาภาพรวมราคาทองคำจะปรับตัวขึ้นตามการร่วงลงของดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) อายุ 10 ปี แต่สถานการณ์ล่าสุดกลับมีความเสี่ยงแฝงที่นักลงทุนต้องระวัง
สรุปปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อราคาทองคำในปัจจุบัน
- ความคืบหน้าการเจรจา: อิหร่านและสหรัฐฯ สามารถหาข้อสรุปในประเด็นสำคัญส่วนใหญ่ร่วมกันได้แล้ว ช่วยลดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
- ผลกระทบต่อพลังงาน: ดีลสันติภาพส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทั้ง Brent และ WTI ปรับตัวลดลง ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในระยะถัดไป
- โอกาสปรับลดดอกเบี้ย: การลดลงของเงินเฟ้ออาจเปิดทางให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในอนาคต ซึ่งเป็นบวกต่อทองคำระยะสั้น
- แรงกดดันระยะสั้น: ตลาดประเมินว่าการลงนามข้อตกลงอย่างเป็นทางการจะยังไม่เกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ เนื่องจากยังไม่ได้ข้อสรุปรายละเอียดเรื่องโครงการนิวเคลียร์และช่องแคบฮอร์มุซ
ดีลสหรัฐฯ-อิหร่านคืบหน้า ทิศทางราคาทองคำจะไปทางไหนต่อ
ความเคลื่อนไหวทางการเมืองระหว่างประเทศกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ โดยแถลงการณ์ล่าสุดจาก นายเอสมาอิล บาเกอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ยืนยันว่าการหารือกับฝั่งสหรัฐฯ ได้ข้อสรุปในหัวข้อใหญ่เรียบร้อยแล้ว ปัจจัยนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลงทันที เพราะความเสี่ยงเรื่องการปิดช่องแคบฮอร์มุซลดลง เมื่อราคาน้ำมันดิบซึ่งเป็นต้นทุนหลักของภาคการผลิตลดลง แรงกดดันด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วโลกย่อมชะลอตัวตามไปด้วย ซึ่งในทางทฤษฎีแล้วจะช่วยเปิดโอกาสให้เฟดสามารถพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และเป็นแรงหนุนให้ทองคำทะยานขึ้นได้ในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจริงในฝั่งตลาดการเงินกลับสะท้อนภาพที่แตกต่างออกไป เนื่องจากกลุ่มผู้ค้าทองคำและนักลงทุนรายใหญ่ยังคงเลือกที่จะชะลอการเข้าซื้อ หลังจากได้รับสัญญาสัญญาณเตือนว่าดีลสันติภาพครั้งนี้ยังไม่พร้อมที่จะลงนามในอนาคตอันใกล้ เพราะทั้งสองฝ่ายยังเลี่ยงที่จะเจาะลึกรายละเอียดเกี่ยวกับแนวทางกฎหมายควบคุมโครงการนิวเคลียร์ การเจรจาที่ยังไม่มีกำหนดเวลาสิ้นสุดที่แน่นอนนี้ ทำให้นักลงทุนบางส่วนมองว่าความไม่แน่นอนยังคงอยู่ และราคาทองคำอาจไม่ได้ประโยชน์จากประเด็นนี้เต็มที่ในเวลานี้
นอกจากนี้ รายงานสถิติจาก FedWatch Tool ของ CME Group ได้เปิดเผยตัวเลขคาดการณ์ล่าสุดที่พุ่งสูงขึ้นเป็น 99.9% จากเดิม 96.0% ว่าเฟดมีแนวโน้มสูงมากที่จะเลือก “คงอัตราดอกเบี้ย” ไว้ที่ระดับ 3.50% – 3.75% ในการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) รอบถัดไป การส่งสัญญาณตรึงดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไปของสหรัฐฯ ประกอบกับการที่กองทุนทองคำรายใหญ่ของโลกอย่าง SPDR เลือกที่จะนิ่งเฉยและถือครองทองคำในปริมาณเท่าเดิม ไม่มีการเข้าซื้อเพิ่ม ยิ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าราคาทองคำในระยะสั้นมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกกดดันให้อยู่ในกรอบจำกัด หรืออาจมีการปรับฐานลงมาอีกครั้ง
สรุป
แนวโน้มราคาทองคำในปัจจุบันกำลังเผชิญหน้ากับสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก แม้จะได้แรงหนุนทางอ้อมจากดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ที่ย่อตัวลง รวมถึงความคืบหน้าเชิงบวกระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน แต่การที่ตลาดยังคาดการณ์ว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 99.9% และดีลนิวเคลียร์ยังไม่จบง่าย ๆ ส่งผลให้ทองคำมีความเสี่ยงถูกกดดันและแกว่งตัวออกด้านข้าง นักลงทุนจึงควรใช้ความระมัดระวังในการเข้าซื้อสะสม