ข้อมูลจากกลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ และรายงานจากฮั่วเซ่งเฮง ระบุว่า ราคาทองคำโลกเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจนราคามีแนวโน้มปรับตัวลงต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสำคัญที่กระทบต่อการตัดสินใจลงทุนดังนี้:
- ค่าเงินบาทและดอลลาร์: เงินบาทอ่อนค่าเร็วในกรอบ 32.35-32.60 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ดัชนีดอลลาร์ (DXY) และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้น เป็นปัจจัยลบโดยตรงต่อราคาทอง
- วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ: เหตุโจมตีและยึดเรือพาณิชย์ใกล้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ดันราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI ทรงตัวสูง ส่งผลให้เงินเฟ้อลดลงยากและเฟดอาจลดดอกเบี้ยได้ช้ากว่าที่คาด
- ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ: ยอดค้าปลีกเดือนเมษายนโต 5% เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 3 เดือน สะท้อนเศรษฐกิจยังแข็งแกร่ง แม้จำนวนผู้ขอสวัสดิการว่างงานจะอยู่ที่ 211,000 ราย แต่ยังไม่เพียงพอจะดึงราคาทองให้กลับเป็นขาขึ้น
วิเคราะห์แนวโน้มราคาทองคำจากแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกลายเป็นตัวแปรหลักที่ทำให้นักลงทุนหันไปถือครองเงินดอลลาร์แทนทองคำ แม้จะมีการหารือระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ และ สีจิ้นผิง เพื่อลดความตึงเครียดทางการค้าและพยายามเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง แต่เหตุการณ์โจมตีเรือสินค้าล่าสุดยังคงสร้างความกังวลว่าอุปทานน้ำมันจะหยุดชะงัก ซึ่งส่งผลต่อคาดการณ์เงินเฟ้อในระยะยาว ทำให้ทองคำถูกเทขายในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในสภาวะดอกเบี้ยสูง
ในฝั่งของปัจจัยทางเทคนิค ราคาทองโลกไม่สามารถยืนเหนือแนวต้านสำคัญบริเวณ 4,650 และ 4,665 ดอลลาร์ได้ ทำให้เกิดสัญญาณการพักตัวที่ชัดเจน การเคลื่อนไหวในเช้านี้จึงมีลักษณะเป็นการไหลลงเพื่อทดสอบฐานราคาใหม่ นักลงทุนควรระมัดระวังการเข้าซื้อไล่ราคาในช่วงที่ดัชนีดอลลาร์ยังคงรักษาทิศทางขาขึ้นอย่างแข็งแกร่ง
สำหรับการวางแผนเข้าซื้อเพื่อเก็งกำไรระยะสั้นหรือสะสม ทองโลกมีโอกาสลงไปทดสอบแนวรับที่ 4,600 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นจุดที่มักเกิดแรงซื้อกลับ (Technical Rebound) อย่างไรก็ตาม หากราคายังไม่สามารถสร้างฐานได้และหลุดแนวรับถัดไปที่ 4,585 ดอลลาร์ คาดว่าทองคำจะเข้าสู่สภาวะปรับฐานใหญ่และลงต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง
สรุปประเด็นสำคัญคือ ราคาทองคำยังคงถูกกดดันจากปัจจัยรอบด้าน ทั้งดอลลาร์ที่แข็งค่าและสถานการณ์สงครามที่ดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้น การรอจังหวะที่แนวรับ 4,600 ดอลลาร์เป็นกลยุทธ์ที่ปลอดภัยกว่าการรีบเข้าสะสมในขณะที่ราคายังไม่มีสัญญาณกลับตัว