ข้อมูลจากรายงานวิเคราะห์ตลาดของฮั่วเซ่งเฮง ระบุว่า แนวโน้มราคาทองคำโลก (Gold Spot) และราคาทองคำแท่งในประเทศกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก จากการแข็งค่าอย่างต่อเนื่องของดัชนีเงินดอลลาร์ และแถลงการณ์ล่าสุดจากทำเนียบขาวที่ออกมาปฏิเสธกระแสข่าวลือเรื่องการบรรลุข้อตกลงสันติภาพในตะวันออกกลาง ส่งผลให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์ปลอดภัยเพื่อลดความเสี่ยง สรุปสถานการณ์และปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อราคาทองคำทันที:
- ดัชนีเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น: กดดันสัญญาทองคำให้มีราคาแพงขึ้นสำหรับผู้ถือสกุลเงินอื่น
- ทำเนียบขาวปฏิเสธบันทึกความเข้าใจ: ข่าวลือเรื่องอิหร่านยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซแลกกับการที่สหรัฐฯ ถอนกำลังทหารและการปิดล้อมทางทะเล ถูกระบุว่าเป็นเรื่องแต่งทั้งหมด
- ดอกเบี้ยเฟดยืดเยื้อ: ประธานเฟดสาขามินนิอาโปลิสส่งสัญญาณมุ่งเน้นควบคุมความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ ทำให้ตลาดกังวลว่าการลดดอกเบี้ยจะถูกเลื่อนออกไป
- กองทุนรายใหญ่ชะลอตัว: กองทุน SPDR Gold Shares ไม่มีสถิติการเข้าซื้อเพิ่มเติม โดยยังคงสัดส่วนการถือครองทองคำเท่าเดิม
วิกฤตเงินเฟ้อและดอกเบี้ยค้างสูง ปัจจัยลบสกัดขาขึ้นราคาทองคำ
สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาทวีความตึงเครียดอีกครั้ง หลังจากรัฐบาลสหรัฐฯ ออกมาหักล้างรายงานข่าวของสื่อฝั่งตะวันออกกลางอย่างสิ้นเชิง การปฏิเสธข้อตกลงแลกเปลี่ยนพื้นที่ทางทะเลและกำลังทหารในครั้งนี้ ดับความหวังของตลาดทุนที่เคยประเมินว่าสภาวะสงครามจะสิ้นสุดลงในระยะสั้น เมื่อความขัดแย้งยังมีแนวโน้มยืดเยื้อ ทิศทางของราคาน้ำมันดิบและอัตราเงินเฟ้อโลกจึงมีโอกาสดีดตัวสูงขึ้น ซึ่งสถานการณ์นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อแนวโน้มราคาทองคำ เนื่องจากทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ไม่สามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงได้ตามที่ตลาดเคยคาดการณ์ไว้
มุมมองนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ยิ่งตอกย้ำทิศทางเชิงลบต่อทองคำ เมื่อประธานเฟดสาขามินนิอาโปลิสเน้นย้ำความจำเป็นในการตึงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงเพื่อสู้กับเงินเฟ้อที่กำลังก่อตัวรอบใหม่ตามสภาวะต้นทุนพลังงาน การคงดอกเบี้ยในระดับสูงทำให้นักลงทุนหันไปถือครองสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยแทน เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และเงินดอลลาร์ ส่งผลให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำพุ่งสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สอดคล้องกับพฤติกรรมของกองทุนทองคำระดับโลกอย่าง SPDR ที่เลือกหยุดนิ่งและไม่เพิ่มปริมาณการถือครองทองคำในระบบ
ประเด็นทางเศรษฐกิจที่นักลงทุนทองคำจำเป็นต้องใช้ประกอบการตัดสินใจต่อจากนี้ คือตัวเลขสถิติสำคัญของสหรัฐฯ ที่จะประกาศในช่วงค่ำ โดยเฉพาะรายงานดัชนีราคาการใช้จ่ายด้านการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน และข้อมูลผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือจีดีพีไตรมาส 1 (ประมาณการครั้งที่ 2) รวมถึงยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ หากตัวเลขเหล่านี้ออกมาสะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่งและอัตราเงินเฟ้อไม่ได้ลดลง จะยิ่งกลายเป็นแรงขับเคลื่อนดัชนีเงินดอลลาร์ให้แข็งค่าขึ้น และกดดันให้ราคาทองคำโลกมีโอกาสปรับฐานลดลงต่ำกว่าแนวรับสำคัญ
สรุป
แนวโน้มราคาทองคำในปัจจุบันมีสภาวะความเสี่ยงทางขาลงมากกว่าขาขึ้น เนื่องจากขาดปัจจัยหนุนด้านการลดอัตราดอกเบี้ยของเฟด ประกอบกับตัวเลขเศรษฐกิจและดัชนีเงินดอลลาร์ที่แข็งแกร่งเป็นแรงกดดันหลัก นักลงทุนจึงควรชะลอการเข้าซื้อเก็งกำไรในระยะสั้น และเฝ้าติดตามผลการประกาศตัวเลขดัชนีการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐานของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินกรอบราคาและทิศทางเม็ดเงินหมุนเวียนในตลาดทองคำต่อไป