ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ที่มีมติเป็นเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับสูง ส่งผลให้ดัชนีเงินดอลลาร์และผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวเพิ่มขึ้นทันที ซึ่งสร้างแรงกดดันให้ราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวลดลงในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ทิศทางราคายังคงมีปัจจัยหนุนสลับเข้ามาจากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เริ่มคลี่คลาย สรุปประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นและกระทบต่อราคาทองคำ ดังนี้
- คณะกรรมการเฟดมีมติเอกฉันท์ 12:0 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50% – 3.75% เพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่ยังทรงตัวสูง
- เครื่องมือ CME FedWatch Tool ปรับเพิ่มคาดการณ์โอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมครั้งถัดไป จากเดิม 8.5% พุ่งสูงขึ้นเป็น 29.9%
- ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ผู้นำอิหร่าน บรรลุข้อตกลงและลงนาม MOU สันติภาพทางดิจิทัลร่วมกันเพื่อยุติความขัดแย้งและเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
- กองทุนทองคำขนาดใหญ่ SPDR Gold Shares ชะลอการทำธุรกรรมชั่วคราว โดยรายงานตัวเลขการถือครองทองคำเท่าเดิม ไม่มีการเทขายหรือซื้อเพิ่มในรอบวัน
ปัจจัยกดดันอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นและผลกระทบต่อราคาทองคำโลก
การดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดของธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังคงเป็นกำแพงหลักที่สกัดการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ การคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับ 3.50% – 3.75% สะท้อนให้เห็นว่าเฟดจำเป็นต้องตรึงต้นทุนทางการเงินเอาไว้จนกว่าอัตราเงินเฟ้อจะลดลงสู่เป้าหมายที่ระดับ 2% เมื่อผลตอบแทนจากการถือครองสินทรัพย์ในรูปดอลลาร์และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ขยับตัวสูงขึ้น เม็ดเงินลงทุนบางส่วนจึงไหลออกจากตลาดทองคำที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ย
เมื่อพิจารณาจากข้อมูลของ CME FedWatch Tool ที่ตัวเลขคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยในอนาคตปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ยิ่งทำให้นักลงทุนในตลาดเกิดความกังวลว่ากรอบเวลาของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอาจถูกเลื่อนออกไปไกลกว่าเดิม ปัจจัยเชิงลบนี้ส่งผลให้ราคาทองคำโลกเกิดการปรับฐานและหลุดแนวรับสำคัญลงมาในระยะสั้น ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่ผู้ค้าทองคำแท่งและนักลงทุนในตลาดฟิวเจอร์สต้องนำมาใช้ประกอบการประเมินทิศทางเพื่อลดความเสี่ยง
ในทางกลับกัน ความเคลื่อนไหวฝั่งกองทุน SPDR ที่เลือกจะถือครองทองคำในปริมาณเท่าเดิม แสดงให้เห็นถึงมุมมองของนักลงทุนสถาบันที่ยังคงเลือกที่จะรอดูสถานการณ์ (Wait and See) มากกว่าการตื่นตระหนกเทขาย สภาวะตลาดในลักษณะนี้ทำให้ราคาทองคำไม่ได้ดิ่งลงรุนแรง แต่เป็นการแกว่งตัวปรับฐานเพื่อรอปัจจัยใหม่เข้ามาขับเคลื่อนทิศทางที่ชัดเจนอีกครั้ง
สัญญาณสันติภาพในตะวันออกกลาง ตัวแปรใหม่ที่อาจเปลี่ยนทิศทางเงินเฟ้อ
จุดเปลี่ยนสำคัญที่อาจเข้ามาคานอำนาจฝั่งนโยบายการเงินของเฟด คือรายงานความคืบหน้าด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านยืนยันการลงนามบันทึกความเข้าใจดิจิทัลระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเพื่อยุติข้อพิพาททางทหาร มาตรการนี้ส่งผลให้อุปสรรคในการเดินเรือขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซหมดไป ซึ่งเป็นตัวแปรต้นที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเริ่มมีแนวโน้มปรับตัวลดลง
เมื่อราคาน้ำมันดิบซึ่งเป็นต้นทุนหลักของภาคการผลิตปรับฐานลง แรงกดดันด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วโลกย่อมมีโอกาสปรับตัวลดลงตามไปด้วย หากตัวเลขเงินเฟ้อส่งสัญญาณชะลอตัวลงอย่างแท้จริงในอนาคต จะเป็นปัจจัยบวกระยะยาวที่เปิดทางให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ สามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ง่ายและเร็วขึ้น ซึ่งกระบวนการนี้จะกลับมาเป็นแรงหนุนให้ราคาทองคำฟื้นตัวขึ้นเป็นขาขึ้นได้อีกครั้งในระยะยาว
สำหรับผู้ที่ต้องการเข้าซื้อทองคำเพื่อเก็งกำไรหรือสะสมในระยะนี้ การติดตามความเชื่อมโยงระหว่างราคาน้ำมันดิบ อัตราเงินเฟ้อ และท่าทีของกรรมการเฟดหลังจากลงนาม MOU สันติภาพ จะช่วยให้กำหนดจุดซื้อขายได้อย่างแม่นยำ การจัดพอร์ตลงทุนควรกระจายความเสี่ยงและหลีกเลี่ยงการใช้เลเวอเรจที่สูงเกินไปในช่วงที่ตลาดยังมีความผันผวนจากตัวเลขคาดการณ์อัตราดอกเบี้ย
สรุป
ทิศทางและแนวโน้มราคาทองคำ ฮั่วเซ่งเฮง ในระยะสั้นยังคงได้รับแรงกดดันจากมติคงดอกเบี้ยของเฟดและตัวเลขคาดการณ์ดอกเบี้ยขาขึ้นที่เพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ข่าวการลงนาม MOU สันติภาพระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านที่ช่วยลดความตึงเครียดและราคาน้ำมัน จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในระยะยาว ซึ่งนักลงทุนควรจับตาสัญญาณทางเทคนิคและปริมาณการถือครองของกองทุนขนาดใหญ่ประกอบการตัดสินใจ