ข้อมูลจากรายงานล่าสุดของฮั่วเซ่งเฮง ระบุว่า ราคาทองคำโลก (Gold Spot) กลับมาปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น หลังจากดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) อายุ 10 ปี อ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เพิ่มสูงขึ้นจากปัจจัยบวกทั้งในฝั่งภูมิรัฐศาสตร์และตัวเลขเศรษฐกิจอเมริกา
สรุปสถานการณ์สำคัญที่ส่งผลต่อแนวโน้มราคาทองคำในปัจจุบัน
- ดีลหยุดยิงสหรัฐฯ-อิหร่าน: ทั้งสองประเทศบรรลุข้อตกลงบันทึกความเข้าใจ (MOU) ขยายเวลาหยุดยิงออกไปอีก 60 วัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI ปรับตัวลดลงทันที
- เปิดเส้นทางขนส่งทางทะเล: ข้อตกลงระบุชัดให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซเพื่อการขนส่งเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ พร้อมดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่อันตรายทั้งหมด
- สหรัฐฯ ผ่อนคลายมาตรการ: มีการลดการปิดล้อมท่าเรือบางส่วนของอิหร่าน แลกกับคำมั่นสัญญาที่อิหร่านจะไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์
- เงินเฟ้อสหรัฐฯ ต่ำกว่าคาด: ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน (Core PCE) ประจำเดือนเมษายน ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดประเมินไว้
วิเคราะห์ปัจจัยเศรษฐกิจโลกและแรงหนุนทิศทางราคาทองคำระยะสั้น
ความเคลื่อนไหวในตลาดทุนโลกช่วงนี้ส่งสัญญาณบวกต่อราคาทองคำอย่างชัดเจน ปัจจัยแรกมาจากตัวเลขดัชนี Core PCE ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อหลักที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด (Fed) ให้ความสำคัญ ปรากฏว่าตัวเลขรายเดือนออกมาต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ ทำให้แรงกดดันเรื่องการคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงเริ่มลดน้อยลง นักลงทุนในตลาดจึงเริ่มกลับมาคาดการณ์ว่าแนวโน้มเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดน่าจะเข้าสู่ช่วงชะลอตัวในระยะถัดไป ซึ่งการคาดการณ์ดอกเบี้ยขาลงนี้เป็นแรงผลักดันหลักที่ทำให้ทองคำมีความน่าดึงดูดใจในการลงทุนมากกว่าสินทรัพย์ที่อิงกับอัตราดอกเบี้ย
ในขณะเดียวกัน ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่คลี่คลายลงชั่วคราวจากการลงนามในข้อตกลง MOU ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ได้ส่งผลกระทบต่อเนื่องทางอ้อมต่อเสถียรภาพทางการเงิน เมื่อความเสี่ยงเรื่องการปิดช่องแคบฮอร์มุซหมดไป ปริมาณน้ำมันดิบในตลาดโลกจึงกลับเข้าสู่ภาวะปกติ กดดันให้ราคาน้ำมันดิบทั้งสาย Brent และ WTI ปรับตัวลดลง ซึ่งการร่วงลงของราคาน้ำมันนี้เป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อทั่วโลก และลดความจำเป็นที่เฟดจะต้องใช้นโยบายการเงินแบบตึงตัว
อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมของราคาทองคำโลกจะมีปัจจัยหนุนค่อนข้างมาก แต่ในฝั่งของแรงเทขายเชิงพาณิชย์ก็ยังคงมีสถิติที่ต้องเฝ้าระวัง โดยกองทุนทองคำรายใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง SPDR Gold Shares มีรายงานการปรับลดสถานะด้วยการขายทองคำออกมารวม 2.22 ตัน สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนสถาบันบางส่วนยังคงมองเป็นการทำกำไรระยะสั้นตามรอบของการรีบาวด์ ดังนั้น ผู้บริโภคและนักลงทุนในประเทศที่ต้องการเข้าซื้อทองคำแท่งจึงจำเป็นต้องคำนวณเงินบาทและบริหารความเสี่ยงให้เหมาะสม
สรุป
แนวโน้มราคาทองคำในปัจจุบันกลับมาเป็นทิศทางขาขึ้นในระยะสั้น โดยได้รับอานิสงส์โดยตรงจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ และการชะลอตัวของตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ (Core PCE) ประกอบกับความสงบชั่วคราวในตะวันออกกลางหลังดีลหยุดยิง 60 วันบรรลุผล แม้ว่าจะมีแรงกดดันจากการเทขายของกองทุน SPDR ออกมาปะทะเล็กน้อย แต่ภาพรวมยังคงเอื้อต่อการทยอยสะสมตามแนวรับสำคัญเพื่อสร้างผลตอบแทน